|
| |
| Scaner |
| |
| สแกนเนอร์เป็นอุปกรณ์ซึ่งแปลงภาพหรือวัตถุจากรูปแบบที่จับต้องได้ที่เป็น
3 มิติ และ2 มิติ เป็นดิจิตอลลงในคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถแสดงเป็นภาพ
2 มิติ แล้วจัดเก็บในรูปแบบของไฟล์ภาพ สแกนเนอร์สามารถใช้ทำงานต่างๆได้เช่น
งานเกี่ยวกับงานศิลปะหรือภาพถ่ายในเอกสาร บันทึกข้อมูลลงในเวิร์ดโปรเซสเซอร์
FAXเอกสาร เพิ่มแต่งเติมภาพต่าง ๆ ลงไปในผลิตภัณฑ์สื่อโฆษณาต่าง ๆ |
| สแกนเนอร์แบ่งได้เป็นหลายประเภทแยกตามการใช้งาน
|
| 1. ชนิดเลื่อนกระดาษ (Path-Through
scanner) |
| 2. ชนิดนอน (flatbed scanner) |
| 3. ชนิดมือถือ (Hand-held Scanner) |
| 4. ชนิดอ่านบาร์โค๊ด (Barcode Reader) |
| |
| ชนิดเลื่อนกระดาษ (Path-Through scanner)
|
| สแกนเนอร์ชนิดนี้จะทำงานคล้ายกับการทำงานของ
FAX คือทำการรับกระดาษแล้วค่อย ๆ เลื่อนหน้ากระดาษแผ่นนั้นให้ผ่านหัวสแกนซึ่งอยู่กับที่
ข้อจำกัดของสแกนเนอร์แบบเลื่อนกระดาษ คือสามารถอ่านภาพที่เป็นแผ่นกระดาษได้เท่านั้น
แต่ไม่สามารถรับวัตถุที่เป็นแบบ 3 มิติได้ ในปัจจุบันสแกนเนอร์ชนิดนี้จะรวมอยู่กับ
Printer หรือ Fax |
| |
|
| ชนิดนอน (Flatbed scanner) |
| สแกนเนอร์ชนิดนี้ใช้วิธีกาารคล้าย ๆ
กับเครื่องถ่ายเอกสาร คือวางหนังสือ ภาพ หรือวัตถุไว้บนแผ่นกระจกใส และเมื่อทำการสแกน
หัวสแกนก็จะเคลื่อนที่จากปลายด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง ข้อจำกัดของสแกนเนอร์
แบบแท่นนอนคือแม้ว่าอ่านภาพจากหนังสือได้ แต่กลไกภายในต้องใช้ การสะท้อนแสงผ่านกระจกหลายแผ่น
ทำให้ภาพมีคุณภาพไม่ดีเมื่อเทียบกับแบบแรก |
|
| ชนิดมือถือ (Hand-held Scanner) |
| การใช้งานต้องเลื่อนหัวสแกนเนอร์ไปบนหนังสือหรือรูปภาพเอง
สแกนเนอร์ แบบมือถือได้รวม เอาข้อดีของสแกนเนอร์ ทั้งสองแบบเข้าไว้ด้วยกันและมีราคาถูก
เพราะกลไกที่ใช้ไม่ สลับซับซ้อน แต่ก็มีข้อจำกัด ตรงที่ว่าภาพที่ได้จะมีคุณภาพแค่ไหน
ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอ ในการเลื่อนหัวสแกนเนอร์ของผู้ใช้งาน นอกจากนี้หัวสแกนเนอร์แบบนี้ยังมีหัวสแกนที่มีขนาดสั้น
ทำให้ อ่านภาพบนหน้าหนังสือขนาดใหญ่ได้ไม่ครบ 1 หน้า ทำให้ต้องอ่านหลายครั้งกว่าจะครบหนึ่งหน้า
ซึ่งปัจจุบันมีซอฟต์แวร์หลายตัว ที่ใช้กับสแกนเนอร์ แบบมือถือ ซึ่งสามารถต่อภาพที่เกิดจากการสแกนหลายครั้งเข้าต่อกัน |
|
| เทคโนโลยีในการ Scan |
การจับภาพของสแกนเนอร์ ทำโดยฉายแสงบนเอกสารที่จะสแกน
แสงจะผ่านกลับไปมาและภาพ จะถูกจับโดยเซลล์ที่ไวต่อแสง เรียกว่า charge-couple
device หรือ CCD ซึ่งโดยปกติพื้นที่มืดบน กระดาษจะสะท้อนแสงได้น้อยและพื้นที่ที่สว่างบนกระดาษจะสะท้อนแสงได้มากกว่า
CCD จะสืบหาปริมาณแสงที่สะท้อนกลับ
จากแต่ละพื้นที่ของภาพนั้น และเปลี่ยนคลื่นของแสงที่สะท้อน กลับมาเป็นข้อมูลดิจิตอล
หลังจากนั้นซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับการสแกนภาพก็จะแปลงเอาสัญญาณเหล่านั้นกลับมาเป็นภาพ
บนคอมพิวเตอร์อีกทีหนึ่ง
หนึ่งในปัจจัยในการแยกคุณภาพสแกนเนอร์ว่าเป็นแบบ High-end ก็ดูได้จากสำเนาหรือภาพที่เห็นจากการสแกนแล้วว่ามีสีและความพล่ามัวของภาพ
Pixel by Pixel เป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยในการทำให้ภาพที่ได้หลังจากการแสกนนั้นมีคุณภาพขึ้นลงไปในแสกนเนอร์ตัวใหม่ที่จะมีการทำตลาดต่อไป |
| |
| การทำงานของ Line by Line |
| Line by Line เป็นเทคโนโลยีในการแสกนที่ใช้มานาน
ซึ่งวิธีการคือเมื่อ ภาพถูกแสกน ข้อมูลแรกจะถูกจับโดย CCD sensor ซึ่งจะทำการสร้างและแบ่งเฉดสีออกเป็น
แดง เขียว น้ำเงิน ในเวลาเดียวกัน และในขบวนการสุดท้ายสีทั้งหมดจะถูกทำการแยกออกก่อนที่จะส่งไปยังSoftware
ให้ทำงานต่อไปอีกที |
| อาการพลาดของวางเส้นสายสีเกิดขึ้นเพราะความต่อเนื่องของมอเตอร์แสกนเนอร์กับเวลาในการทำงานของระบบไม่อนุญาติให้ได้งานที่สมบูรณ์แบบนัก
ปัญหาการจัดการเรื่องเฉดสีนั้นสามารถแก้ได้แต่เป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้นเพราะถ้ามอเตอร์ของแสกนเนอร์นั้นไม่สามารถหยุดนิ่งเพื่อเก็บลายละเอียดในการแสกน
ในแต่ละเส้นที่การแสกนลากผ่าน |
|
แสดงภาพที่ใช้เทคโนโลยี Line by Line ซึ่งจะเห็นความผิดพลาดในการจัดเฉดสีทั้ง
แดง เขียว และน้ำเงิน (scan ใน Mode สีที่ 300 dpi ขยายที่ 350%) |
| |
| การทำงานของ Pixel by Pixel |
Pixel by Pixel เป็นเทคโนโลยีที่ต่างจาก
Line by Line เพราะมันนำข้อมูลของ CCD และ ทำการจำลองสีทั้ง 3 สี สีและภาพจะถูกแต่งด้วยตัวมันเองจึงทำให้เกิดปัญหาการจัดการเฉดสีที่ผิดพลาดน้อยลง
เนื่องจากปัญหาที่มันติดตัวตามมาหลังจากทำการแสกนโดยใช้มอเตอร์ซึ่งยังแก้ไม่ได้
Pixel by Pixel นั้นไม่ได้ทำให้ตลาดแสกนเนอร์โตขึ้นมากมายนัก แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากการแสกนโดยใช้วิธีนี้จะได้ภาพที่ชัดและภาพที่สมบูรณ์มากขึ้น
ในการสังเกตภาพที่แสกนจากเทคนิคทั้ง2 แบบนี้จะเห็นได้ว่าถ้าแสกนโดยใช้วิธี
Line by Line เมื่อขยายภาพแล้วจะเห็นว่ามีสีแดง เขียวและน้ำเงินเกือบชัดเจน
แต่ถ้าใช้วิธีการแบบ Pixel by Pixel นั้นภาพที่ได้เมื่อขยายแล้วสีทั้ง
3 สีจะไม่สามารถแยกแยะออกได้อย่างชัดเจน |
|
แสดงภาพที่ใช้เทคโนโลยี Pixel by Pixel มีการปรับแต่งสีได้ดีขึ้น
(scan ใน Mode สีที่ 300 dpi ขยายที่ 350%) |
| |
| ประเภทของภาพที่เกิดจากการสแกน |
| |
| 1. ภาพ Single Bit |
| เป็นภาพที่มีความหยาบมากที่สุดใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูลน้อยสุด
แต่ข้อดีของภาพประเภทนี้คือ ใช้ทรัพยากรของเครื่องน้อยที่สุดใช้พื้นที่
ในการเก็บข้อมูลน้อยที่สุด ใช้ระยะเวลาในการสแกนภาพน้อยที่สุด Single-bit
แบ่งออกได้สองประเภทคือ |
| - Line Art ได้แก่ภาพที่มีส่วนประกอบเป็นภาพขาวดำ
ตัวอย่างของภาพพวกนี้ ได้แก่ ภาพที่ได้จากการสเก็ต |
| - Halftone ภาพพวกนี้จะให้สีที่เป็นโทนสีเทามากกว่า
แต่โดยทั่วไปยังถูกจัดว่าเป็นภาพประเภท Single-bit เนื่องจากเป็นภาพหยาบๆ
|
| |
| 2. ภาพ Gray Scale |
| มีส่วนประกอบมากกว่าภาพขาวดำ โดยจะประกอบด้วยเฉดสีเทาเป็นลำดับขั้น
ทำให้เห็นรายละเอียดด้านแสง-เงา ความชัดลึกมากขึ้นกว่าเดิมภาพพวกนี้แต่ละพิกเซลหรือแต่ละจุดของภาพอาจประกอบด้วยจำนวนบิตมากกว่า
ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลมากขึ้น |
| |
| 3. ภาพสี |
| หนึ่งพิกเซลของภาพสีนั้นประกอบด้วยจำนวนบิตและใช้พื้นที่เก็บข้อมูลมาก
ควาามสามารถในการสแกนภาพออกมาได้ละเอียดนั้นขึ้นอยู่กับว่าใช้สแกนเนอร์ขนาดความละเอียดเท่าไร
|
| |
| 4. ตัวหนังสือ |
| ได้แก่ เอกสารต่างๆ เช่น ต้องการเก็บเอกสารโดยไม่ต้อง
พิมพ์ลงในแฟ้มเอกสารของเวิร์ดโปรเซสเซอร์ ก็สามารถใช้สแกนเนอร์สแกนเอกสาร
ดังกล่าว และเก็บไว้เป็นแฟ้มเอกสารได้ นอก จากนี้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถใช้
โปรแกรมที่สนับสนุน OCR (Optical Characters Recognize) มาแปลงแฟ้มภาพเป็น
เอกสารดังกล่าวออกมาเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถแก้ไขได้ |
| |