บทสัมภาษณ์ในรายการ "Executive Hard Talk" ของคุณวิกร วิวิธคุณาภรณ์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ
บริษัท ดี คอมพิวเตอร์ จำกัด หนึ่งในยักษ์ใหญ่ ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายสินค้าคอมพิวเตอร์ ได้เปิดเผยถึง กลยุทธ์ในการบริหารงาน ที่สร้างความภาคภูมิใจในการแก้ไข ปัญหาสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาด้วยหลักธรรม ซึ่งคุณวิกรเป็นผู้ถือหุ้นแต่เพียงคนเดียว และเป็นคนไทย ในสภาวะที่เกิดปัญหา "เศรษฐกิจฟองสบู่" ไม่มีความคิดแม้แต่จะขายหุ้นให้ต่างชาติ แต่พยายามที่จะใช้สำนึก และคุณธรรมต่อกัน ในการแก้วิกฤต จนถึงวันนี้มีการจัดจำหน่ายสินค้ารวม มูลค่า กว่า 6,000 ล้านบาท และยังคงมุ่งมั่นต่อไปอย่างมั่นคง
ผู้บริหารองค์กรในช่วงนี้คงอยู่สภาวะการณ์ยากลำบากที่คล้ายคลึงกัน ภาพรวมของประเทศที่ดูไม่สดใสและเต็มไปด้วยปัญหา หลาย ๆ องค์กรต้องมีการปรับกลยุทธ์เพื่อเอาตัวรอดและเพื่อสร้างกำไรให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาผมได้ยินผู้บริหารระดับสูง หลายท่านพูดเรื่อง การบริหารจัดการในสภาวะวิกฤต (Crisis Management) ซึ่งเริ่มมีการนำมาใช้แล้ว เช่น การลดต้นทุน การลดพนักงาน การปรับลดสาขา หรือแม้แต่การควบรวมกิจการ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกลยุทธ์การลดต้นทุนที่ดูจะกระทบกับพนักงานและคู่ค้า รวมไปถึงหากทุก ๆ องค์กรทำเหมือนกัน ก็อาจจะกระทบเศรษฐกิจโดยรวมซ้ำไปอีก วันนี้ผมอยากเสนอมุมมองการแก้ปัญหาอีกมุมหนึ่ง ซึ่งดีคอมพิวเตอร์เคยใช้ กลยุทธ์นี้ เพื่อผ่านวิกฤตปี 2540 อย่างได้ผลมาแล้ว วิธีการนี้เรียกว่า "การบริหารแบบมีสำนึกที่ดีและมีคุณธรรม"
การบริหารแบบมีคุณธรรมในความหมายของผมคือสิ่งที่ผู้ให้และผู้รับมีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยที่ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดเห็นชอบด้วย ความสมัครใจ พูดง่าย ๆ คือการตัดสินใจใด ๆ ขององค์กรนั้นต้องคิดถึงผลประโยชน์ร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จากประสบการณ์กว่า 20 ปี ของผม ผมพบว่าองค์กรที่อยู่ได้อย่างมั่นคงนั้น ไม่เพียงแค่ผู้บริหารหรือพนักงานเท่านั้นที่มีส่วนสำคัญ ลูกค้า คู่ค้า ผู้ผลิตสินค้า ที่มีความเกี่ยวข้อง ในขบวนการทางธุรกิจมีบทบาทในการประคับประคององค์กรไม่น้อยไปกว่ากันเลย ยามองค์กรเผชิญสภาวะวิกฤต ทุกฝ่ายหรือพันธมิตรต่าง ๆ ที่คอยสนับสนุนธุรกิจของเราก็จะเผชิญสภาวะวิกฤตเช่นเดียวกัน ทุกคนมีความเสี่ยงเดียวกัน ซึ่งหากองค์กรมองเห็น จุดร่วมนี้แล้วมีการพูดคุย ประชุมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับตัวร่วมกันในทุก ๆ ด้าน ผมมั่นใจว่าองค์กรจะผ่านสภาวะที่ยากลำบากได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าในช่วงปี 2540 ดีคอมพิวเตอร์ก็เผชิญสภาวะวิกฤตด้านค่าเงิน เช่นเดียวกับผู้ค้าส่งไอทีทั้งหลายในประเทศ สิ่งที่ผมทำ ในวันนั้นคือการเดินเข้าไปหา ธนาคารที่เป็นผู้สนับสนุนทางการเงิน และบอกว่า "ผมจะเป็นลูกหนี้ที่ดี " พร้อมทั้งแผนการต่าง ๆ เพื่อสร้าง ความมั่นใจให้ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น เจ้าหนี้ หรือ Supplier รวมไปถึงการคิดถึงคู่ค้า โดยการให้ราคาสินค้าและเครดิตเทอมที่เป็นธรรมเหมาะกับ สถานการณ์ พูดได้ว่าวิกฤตคราวนั้น กลับเป็นโอกาสของดีคอมพิวเตอร์ จนสร้างความเติบโตมาถึงทุกวันนั้น
อีกข้อคือ "การมีสำนึกที่ดี" ในความหมายของผมคือ การทำธุรกิจปัจจุบันที่มีการแข่งขันกันอย่างสูง บางครั้งทำให้พวกเรากลายเป็น คนไร้น้ำใจโดยไม่รู้สึกตัว สิ่งที่ผมอยากฝากไว้คือ เราควรมองทุกฝ่ายด้วยความเป็นมนุษย์ มีความรู้สึกเช่นเดียวกับเรา สำนึกที่ดีคือการที่มอง และแปลเจตนาต่าง ๆ ต่อกันด้วยความรู้สึกที่ดี อาจพูดแบบฝรั่งว่าควรมี Positive Thinking ต่อกันและกัน คนเก่งแค่ไหนก็ตามหากขาดสิ่งนี้ จะไม่มีวันประสบความสำเร็จเพราะจะขาดเพื่อนและผู้สนับสนุน ผมเชื่อเหลือเกินว่าไม่มีความสำเร็จใดๆ ที่จะยั่งยืน หากความสำเร็จนั้นปราศจาก เพื่อนที่มีความสุขที่ยืนอยู่ข้างเรา ธุรกิจไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนหากขาดคุณธรรมต่อพนักงาน ต่อคู่ค้า ต่อผู้ลงทุนและต่อ Supplier การมีสำนึกที่ดี คิดเชิงบวกต่อกัน จะทำให้ทุกฝ่ายจับมือกันเพื่อเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ นี่ละ คาถาฝ่าวิกฤตของผม
